รักษาสิวฮอร์โมนตามแบบธรรมชาติบำบัด

1

ผู้หญิงจำนวนไม่น้อยที่ได้รับผลกระทบจากสภาวะฮอร์โมนไม่สมดุล นับตั้งแต่ช่วงก่อนมีประจำเดือนจนถึงช่วงต้นของวัยทอง ระบบต่อมไร้ท่อที่ขาดความสมดุลนั้น เพราะสภาพแวดล้อมและวิถีการดำเนินชีวิตสมัยใหม่ที่มีปัจจัยต่าง ๆ เช่น ขาดการออกกำลังกาย มีน้ำหนักเกิน การขาดสารอาหารหรือโภชนาการที่ดี สิ่งแวดล้อม มลภาวะ อาหารแปรรูปและความเครียด ทำให้ผู้หญิงเราเสี่ยงต่อสภาวะฮอร์โมนไม่สมดุลได้ การปัญหาด้วยวิธีธรรมชาติบำบัดนั้นเป็นทางแก้ปัญหาที่ดีต่อสุขภาพมากกว่าการแก้ด้วยการใช้ยาอย่างแน่นอน วันนี้เรามีคำแนะนำในการแก้ปัญหาผิวพรรณและรักษาสิว ที่เกิดจากสภาวะฮอร์โมนไม่สมดุล ตามแบบธรรมชาติบำบัดมาฝากกันค่ะ

สาเหตุและอาการ

อาการของฮอร์โมนไม่สมดุลในผู้หญิงจะแตกต่างกันไปตามช่วงวัย ซึ่งอาจมีอาการเหนื่อยล้าเรื้อรัง ร้อนวูบวาบ วิตกกังวล น้ำหนักขึ้นๆ ลงๆ ผมร่วง มีสิว และอาการอื่นๆ ก่อนประจำเดือนจะมา เช่น ตัวบวม เจ็บตึงหน้าอก หรืออารมณ์แปรปรวน

อาหารบำบัด

อาหารที่ปลอดสารพิษและสารเคมี พยายามเลือกบริโภคอาหารที่เป็นแบบออร์แกนิค ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ กินอาหารที่มาจากต้นกำเนิดธรรมชาติและไม่ผ่านกระบวนการ หรือการแปรรูป

กรดไขมันจำเป็น  เป็นไขมันดี ที่มีความจำเป็นต่อร่างกาย มักอยู่ในรูปของโอเมก้า 3 และ โอเมก้า 6 จากปลา หอย กุ้ง ปูและอื่น ๆ เมล็ดฟักทอง เมล็ดดอกทานตะวัน ผักใบเขียว

กินฮอร์โมนเอสโตรเจนจากพืช ได้แก่ ผักใบเขียว บร็อคโคลี่ กะหล่ำปลี ดอกกะหล่ำ พืชตระกูลถั่ว

กระเทียม  จะยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีที่สุด จะช่วยทำให้ระบบต่อมไร้ท่อทำงานอย่างสมดุล

นอกจากการปรับเปลี่ยนการบริโภคอาหารของคุณแล้ว อย่าลืมวิธีง่ายๆ เช่น การทำสมาธิ  การฝึกโยคะ การนวด ดนตรีที่ผ่อนคลาย พักผ่อนให้เพียงพอ และมีอารมณ์ดี สิ่งเหล่านี้ จะช่วยลดระดับความเครียดของคุณ และทำให้ฮอร์โมนของคุณสมดุลอีกด้วยค่ะ

 

 

 

 

อาการผิดปกติของเต้านม 8 ประการ รู้ให้เท่าทัน อันตรายจริงไหม?

เต้านม… เป็นอวัยวะสำคัญของร่างกายผู้หญิงทุกคนที่จะต้องใส่ใจดูแลเป็นอย่างดี หากพบอาการผิดปกติก็ต้องเร่งใส่ใจสังเกตเพื่อจะได้รู้เท่าทันโรคร้ายอย่างมะเร็ง และนี่ก็คือ อาการผิดปกติของเต้านม 8 อย่างที่เราหยิบมาให้สาวๆ ได้ทำความรู้จัก ลองดูกันนะคะว่าอาการเหล่านี้เคยเกิดขึ้นกับคุณบ้างหรือไม่ และมันอันตรายหรือเปล่า จะได้รับมือรู้เท่าทันโรค ให้โอกาสในการเกิดมะเร็งเต้านมห่างไกลจากตัวเรามากขึ้นนั่นเอง

5.1

1.เต้านมใหญ่ขึ้น

การที่สาวๆ พบว่าเต้านมของคุณมีขนาดที่ใหญ่ขึ้น นั่นไม่ใช่เรื่องที่ต้องกังวลมากมายเท่าไรหรอกนะคะ เพราะมีด้วยกันหลายปัจจัยที่ทำให้เต้านมขยายใหญ่ขึ้นได้ เช่น การกินยาคุม น้ำหนักตัวขึ้น การตั้งครรภ์หรือการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนภายในร่างกายช่วงที่มีประจำเดือน เหล่านี้ถือเป็นปัจจัยกระตุ้นตามธรรมชาติที่ผู้หญิงทุกคนล้วนพบเจอได้ง่ายทั้งสิ้น

2.เต้านมเล็กลง

นอกจากเต้านมจะใหญ่ขึ้นได้แล้ว การที่เต้านมของสาวๆ หดเล็กลงนั้นก็อาจมาจากการที่คุณมีน้ำหนักตัวลดลง การหยุดกินยาคุม ร่างกายมีระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลง หรืออาจถือเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าคุณอยู่ในช่วงภาวะใกล้หมดประจำเดือน พร้อมกันนี้ สาวๆ อาจจะมีอาการอื่นๆ เกิดขึ้นร่วมด้วย เช่น มีสิวขึ้นหน้า ขนดกขึ้นบนใบหน้า ผมร่วง โดยอาจเป็นสัญญาณของโรครังไข่ทำงานผิดปกติ (PCOS) ก็ได้เช่นกัน นอกจากนี้ ยังอาจเป็นไปได้ด้วยนะคะกับในกรณีสาวๆ ที่ชื่นชอบการดื่มกาแฟ เนื่องจากมีผลงานวิจัยได้เปิดเผยว่าการดื่มกาแฟวันละ 3 แก้ว ก็ถือเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เต้านมของผู้หญิงหดเล็กลงได้

woman with pink cancer awareness ribbon

3.เต้านมเปลี่ยนรูปหรือหย่อนยาน

ผู้หญิงเรามีลักษณะเต้านมที่เปลี่ยนแปลงรูปทรงได้ด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะในผู้หญิงที่ให้นมลูกหรือคนที่มีอายุมากขึ้น เนื่องจากเต้านมจะมีการยืดขยายตัวออก ผิวหนังจะสูญเสียความยืดหยุ่นออกไปจนทำให้เต้านมเปลี่ยนแปลงรูปทรงกลายมาเป็นทรงหยดน้ำลักษณะหย่อนยาน เพราะฉะนั้น หากคุณไม่อยากให้เต้านมหย่อนยานมากนัก แนะนำให้เลือกสวมใส่บราดีๆ ที่มีคุณสมบัติช่วยยกกระชับเต้านมได้ หรืออาจออกกำลังกายบริหารกล้ามเนื้อหน้าอกให้กระชับแข็งแรงขึ้นก็ได้เช่นกัน

4.พบก้อนภายในเต้านม

สาวๆ เคยลองสังเกตกันมั้ยคะว่าในช่วงที่คุณมีประจำเดือนอยู่นั้น ในเต้านมของคุณอาจเหมือนมีก้อนเนื้อบางอย่างซุกซ่อนอยู่ภายใน โดยจะอยู่บริเวณใต้รักแร้ แต่ก็ไม่ต้องตกใจไปค่ะ เพราะนั่นเกิดขึ้นจากการที่ร่างกายมีภาวะฮอร์โมนเพศเปลี่ยนแปลงซึ่งมักเกิดขึ้นในช่วงที่มีประจำเดือน จนทำให้มีก้อนเนื้อชนิดไฟโบรซีสติค (Fibrocystic changes) เกิดขึ้นในเต้านม และอาจทำให้รู้สึกเจ็บเต้านม เจ็บตรงจุดที่มีก้อนเนื้อหรือบริเวณรักแร้ หากแต่ก้อนเนื้อชนิดดังกล่าวไม่ใช่ชนิดที่ร้ายแรงและไม่กลายมาเป็นมะเร็งอย่างแน่นอน ดังนั้น ไม่ต้องเป็นกังวลจนมากเกินไปหรอกนะคะ

5.3

5.มีอาการปวดเต้านม

อาการปวดเต้านมเกิดได้ด้วยกันหลายสาเหตุ แต่ส่วนมากแล้วมักเกิดขึ้นจากเนื้องอก (ชนิดที่ไม่เป็นอันตราย) แต่หากรู้สึกปวดเต้านมทั้ง 2 ข้างก็อาจจะเกี่ยวข้องกับเรื่องฮอร์โมนภายในร่างกาย หรือเกิดจากการที่ร่างกายได้รับคาเฟอีนมากเกินไป การสวมบราที่รัดแน่นมาก การบาดเจ็บจากการชน การกระแทก การออกกำลังกายที่ก่อให้เกิดแรงกระแทกสูงและการยกของหนักเป็นประจำทุกวัน ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการปวดเต้านมขึ้นได้เช่นกัน

6.หัวนมบอด

หากสังเกตพบว่าบางวันหัวนมบุ๋มลงไป บางวันหัวนมก็โผล่ออกมาปกติ อาการแบบนี้แนะนำให้ไปพบแพทย์เพื่อตรวจเช็กสุขภาพเต้านมอย่างโดยด่วน เพราะการที่หัวนมบุ๋มลงไปก็ถือเป็นสัญญาญเสี่ยงโรคมะเร็งเต้านมได้เช่นเดียวกัน

5.4

7.หัวนมมีสารคัดหลั่งไหลออกมาผิดปกติ

โดยทั่วไปแล้ว หากหัวนมมีสารคัดหลั่งไหลออกมาก็คือ อาการของมะเร็งเต้านม ในส่วนนี้นับว่าเป็นไปได้เช่นกัน แต่หากมีสารคัดหลั่งไหลออกมาจากหัวนมทั้งสองข้าง ก็อาจมีความเกี่ยวข้องกับฮอร์โมนหรือเกิดจากการที่ระดับฮอร์โมนโปรแลคตินสูงขึ้นได้จากการทานยา ภาวะต่อมไทรอยด์มีการทำงานน้อย และอาจเกิดขึ้นได้จากการที่คุณอยู่ในช่วงตั้งครรภ์ซึ่งตรงกับช่วงที่ร่างกายจะต้องเริ่มผลิตน้ำนม  เพราะน้ำนมสามารถไหลออกมาได้ยาวนานจนถึง 2 ปีเลยทีเดียว แม้คุณจะหยุดให้นมลูกไปแล้วก็ตาม แต่ในรายที่หนักกว่านั้นก็คือ อาจเป็นเนื้องอกของต่อมใต้สมอง หากมีโรคดังกล่าวก็ย่อมทำให้มีเลือดหลั่งออกจากหัวนมได้เช่นเดียวกัน ยิ่งหากพบว่าเลือกหลั่งออกมาจากหัวนมเพียงแค่ข้างเดียว บวกกับสภาพผิวหนังในบริเวณนั้นเริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลง และยังมีก้อนเนื้อขึ้นที่เต้านมร่วมด้วย กรณีเช่นนี้ แนะนำให้ไปพบแพทย์จะดีที่สุด

8.หัวนมมีการเปลี่ยนสี

หากหัวนมและวงปานนมมีการขยายใหญ่ขึ้นและยังมีสีที่เข้มขึ้น นั่นอาจเป็นสัญญาณบอกว่าคุณอยู่ในช่วงตั้งครรภ์ หรือหัวนมสีเข้มและมีลักษณะที่บวมขึ้นก็นับเป็นเรื่องปกติของผู้หญิงที่มีอายุมากขึ้นนั่นเอง อาการเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดาของผู้หญิงทุกคน เพราะฉะนั้น ไม่ใช่เรื่องที่ต้องเป็นกังวลแต่อย่างใดเลยค่ะ

ทราบกันไปแล้วนะคะสาวๆ กับ 8 เรื่องผิดปกติของเต้านมซึ่งล้วนเป็นเรื่องน่ารู้อย่างมาก เพราะเต้านมเป็นอวัยวะสำคัญอย่างมากในร่างกายเรา แถมยังเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งได้ง่ายด้วย ดังนั้น เมื่อพบความผิดปกติใดๆ และหากกังวลว่าจะเกิดอาการอะไรร้ายแรงจนเสี่ยงเป็นมะเร็งหรือไม่ แนะนำให้พบแพทย์เพื่อตรวจเช็กเต้านมอย่างละเอียดจะดีกว่า

 

 

อาหารแก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ หลังกินฟาสต์ฟู้ด ป้องกันท้องผูกอย่างได้ผล!

อาหารฟาสต์ฟู้ด หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า อาหารขยะ เพราะเป็นอาหารที่ทำให้อิ่มท้องดีก็จริง แต่กลับไร้ซึ่งประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกาย หนำซ้ำแป้ง น้ำตาล เกลือและไขมันยังเป็นสารอาหารที่ยิ่งจะทำให้เราเกิดปัญหาท้องผูกตามมามากขึ้น ส่งผลให้ระบบย่อยอาหารและการทำงานของลำไส้แปรปรวนจนเกิดความผิดปกติ ด้วยเหตุนี้ เราจึงไม่ควรมองข้าม 9 อาหารบรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อหลังจากรับประทานจังก์ฟู้ดมาใหม่ๆ หากอยากให้สุขภาพดีต่อไปอย่างยาวนาน ไม่ต้องเสี่ยงเจ็บป่วยกับการทานอาหารขยะอีกต่อไป เราควรทานอาหารใดเข้าไปพร้อมกันบ้าง มาดูกันเลยค่ะ

4.1

ผลไม้ที่มีน้ำเป็นส่วนประกอบ

เมื่อเรารับประทานอาหารขยะเข้าไปมากๆ ย่อมทำให้ร่างกายเกิดภาวะขาดน้ำและยังทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเกิดการผกผัน เนื่องจากอาหารขยะเป็นอาหารที่ประกอบไปด้วยแป้ง น้ำตาลและเกลือปริมาณสูง เพราะฉะนั้น หากสาวๆ ทานผลไม้ฉ่ำน้ำเข้าไปมากๆ ก็นับเป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะทำให้ร่างกายได้รับน้ำและสารอาหารต่างๆ ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ผลไม้ที่มีส่วนประกอบของน้ำยังเป็นแหล่งของไฟเบอร์ที่ดีต่อร่างกาย จึงส่งผลดีต่อระบบย่อยอาหารและการขับถ่าย โดยผลไม้ที่มีน้ำเยอะก็ได้แก่ ส้ม เกรปฟรุต แตงโม และลูกพีช เป็นต้น

ข้าวโอ๊ต

อาหารขยะที่ประกอบด้วยแป้งเยอะ มักทำลายการทำงานของระบบย่อยอาหารและส่งผลทำให้เกิดปัญหาท้องผูกอยู่เป็นประจำ เนื่องจากมันเป็นอาหารที่ไม่มีไฟเบอร์ จึงทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานผิดปกติตามมา ในที่่สุดเราก็เกิดปัญหาการขับถ่ายยาก แต่ยังมีวิธีแก้ง่ายๆ ก่อนที่คุณจะทานอาหารฟาสต์ฟู้ดครั้งต่อไป แนะนำให้ทานข้าวโอ๊ตก่อน เพราะข้าวโอ๊ตอุดมด้วยไฟเบอร์สูง ซึ่งมีผลดีต่อระบบย่อยอาหาร และช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ผล คราวนี้ก็พร้อมบอกลาปัญหาท้องผูกไปได้เลยค่ะ

Healthy Homemade Oatmeal with Berries

น้ำมะนาว

หลายคนประสบปัญหานี้เหมือนกัน ทุกครั้งที่ไปทานอาหารฟาสต์ฟู้ดก็มักจะเจอปัญหาอาหารไม่ย่อยตามมา จนทำให้เกิดอาการจุกเสียดแน่นท้อง แต่วิธีแก้ง่ายๆ ก็คือ ให้จิบน้ำมะนาวอุ่นๆ ค่ะ เพราะในน้ำมะนาวมีกรดที่จะเข้าไปช่วยกระตุ้นการย่อยอาหาร จึงช่วยลดอาการอึดอัดและปวดท้องให้ค่อยๆ บรรเทาลง และเพื่อช่วยเพิ่มอรรถรสให้กับน้ำมะนาวมากขึ้น ก็สามารถเติมน้ำผึ้งลงไปผสมเพิ่มเติมสักเล็กน้อยได้ รสชาติจากน้ำมะนาวเฝื่อนๆ เปรี้ยวๆ จะได้อร่อยกลมกล่อมมากยิ่งขึ้น

น้ำขิง

น้ำขิง เป็นสมุนไพรที่มีฤทธิ์ช่วยในการขับลมและช่วยย่อยอาหาร เหมาะกับคนที่มักมีอาการท้องอืดบ่อยๆ เพียงนำขิงสดมาหั่นเป็นแว่นจากนั้นนำไปต้มน้ำ แล้วเอาน้ำมาจิบหรือเคี้ยวขิงสดตอนว่างๆ ก็จะช่วยลดอาการท้องอืด หรืออาหารไม่ย่อยลงได้แล้ว

4.3

กีวี

กีวีเห็นผลเล็กๆ แบบนี้ แต่ประโยชน์สุดเด็ดมีไม่น้อยเช่นกัน เพราะมีการศึกษาชิ้นหนึ่งได้ค้นพบว่า กีวีเป็นผลไม้ที่มีฤทธิ์ในการบรรเทาอาการลำไส้แปรปรวน ที่สำคัญกีวียังมีปริมาณไฟเบอร์สูง สำหรับใครที่กินอาหารฟาสต์ฟู้ดบ่อยๆ แล้วท้องผูก แนะนำให้ทานพร้อมกับกีวีได้เลยค่ะ เพราะกีวีจะช่วยกระตุ้นระบบขับถ่าย ในขณะที่ร่างกายก็ยังได้รับประโยชน์จากวิตามินและแร่ธาตุอีกเพียบด้วย

โยเกิร์ต

โปรไบโอติกส์คือ สารอาหารที่มีความสำคัญต่อระบบย่อยอาหารซึ่งเราสามารถรับประทานอาหารที่มีโปรไบโอติกส์ได้จากโยเกิร์ต โดยโปรไบโอติกส์นั้นมีส่วนกระตุ้นการทำงานของแบคทีเรียชนิดดีที่อยู่ภายในลำไส้ และยังช่วยลดอาการอักเสบกระเพาะอาหารอันเกิดจากการทานอาหารที่มีปริมาณน้ำตาลสูงเกินไปได้ด้วย แต่หากต้องการให้ร่างกายได้รับคุณประโยชน์อย่างเต็มที่มากเพิ่ม แนะนำให้ทานคู่กับผลไม้ได้เลยค่ะ เช่น เบอร์รี่หรือแอปเปิล ก็จะยิ่งเติมปริมาณไฟเบอร์ให้แก่ร่างกายมากขึ้น ซึ่งจะทำให้คุณหมดกังวลกับปัญหาท้องผูก อันเกิดจากการทานอาหารขยะได้อย่างแน่นอน

4.4

ชาเขียว

การกินอาหารฟาสต์ฟู้ดไม่ได้ส่งผลทำให้เราอ้วนแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่สารเติมแต่งที่ผสมอยู่ในอาหารไม่ว่าจะเป็นเครื่องปรุง น้ำตาล ผงชูรสหรือสารกันบูด ก็ล้วนเป็นตัวการอันตรายที่ทำให้ร่างกายถูกสารอนุมูลอิสระบุกมาเล่นงานได้ง่าย ซึ่งจะทำให้แก่เร็วและยังเสี่ยงต่อการเกิดโรคได้ง่ายขึ้นด้วย แต่การดื่มชาเขียวร้อนๆ หลังจากทานอาหารฟาสฟู้ดมันจะช่วยให้ร่างกายของเราได้รับสารต้านอนุมูลอิสระเข้าไปเพิ่มขึ้น โดยจะช่วยป้องกันไม่ให้เซลล์ในร่างกายถูกทำลาย นอกจากนี้ ชาเขียวยังมีสารอาหารที่มีส่วนสำคัญต่อการช่วยซ่อมแซมเซลล์ที่สึกหรอ อย่างไรก็ดี แนะนำให้ดื่มชาเขียวร้อนแบบที่ไม่มีน้ำตาลจะดีที่สุด

น้ำส้มสายชูหมักแอปเปิล

หลังจากกินอาหารจังก์ฟู้ด เป็นปกติธรรมดาที่เรามักมีอาการท้องอืดท้องเฟ้อและมีลมในกระเพาะอาหารมาก จนทำให้รู้สึกอึดอัดไม่สบายท้องและยังปวดท้องตามมา ถ้าเช่นนั้น แนะนำให้แก้ด้วยน้ำส้มสายชูหมักแอปเปิลค่ะ เพียงนำน้ำส้มสายชูหมักแอปเปิลปริมาณ 1 ช้อนโต๊ะมาผสมให้เข้ากันกับน้ำผึ้งที่ผสมน้ำอุ่น จากนั้นคนให้เข้ากันแล้วนำมาใช้จิบในขณะที่ยังอุ่นๆ แบบค่อนร้อนเล็กน้อย วิธีนี้จะช่วยลดแก๊สภายในกะเพาะอาหารให้น้อยลงได้ และน้ำผึ้งก็ยังมีสรรพคุณช่วยลดอาการอักเสบร้อนในบริเวณกลางอกได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

4.5

น้ำเปล่า

ในบรรดาอาหารและเครื่องดื่มที่ดีที่สุดของร่างกายดังที่เราแนะนำไป น้ำเปล่าจัดเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพที่ไม่ควรละเลยอย่างยิ่ง เพราะมันจะเข้าไปทำหน้าที่ในการชะล้างสารต่างๆ ในร่างกาย อันเป็นตัวการของปัญหาสุขภาพที่มาพร้อมอาหารจังก์ฟู้ด นอกจากนี้ การดื่มน้ำเปล่ายังช่วยกระตุ้นระบบย่อยอาหารให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และยังสามารถช่วยบรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อที่เกิดจากอาหารไม่ย่อยได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะหากดื่มน้ำอัดลมเข้าไปมากๆ ด้วยแล้ว การดื่มน้ำเปล่าตามมันจะยิ่งเข้าไปช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดให้มีน้อยลง ส่งผลทำให้ภาวะน้ำตาลในเลือดไม่เกิดการผกผันจนทำให้เรารู้สึกหิวอาหารบ่อยครั้งนั่นเอง

เป็นอย่างไรกันบ้างคะ หลังจากที่ทราบแล้วว่าอาหารใดบ้างที่จะช่วยแก้บรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ หลังจากทานอาหารฟาสต์ฟู้ดมา ใครที่กินอาหารประเภทนี้บ่อยๆ แล้วมีอาการอึดอัดแน่นท้องตามมาเป็นประจำ แถมยังประสบกับปัญหาท้องผูกอย่างหนักมาโดยตลอด เห็นทีต้องมองหาอาหาร 9 อย่างนี้มารับประทานพร้อมอาหารจังก์ฟู้ดกันซะแล้วล่ะ

 

 

Save

10 ประโยชน์ของเนยถั่ว อาหารดีชั้นเลิศ บำรุงสุขภาพ กินแล้วไม่อ้วน!

หากพูดถึงของว่างทานเล่น จะว่าไปแล้วก็มีด้วยกันหลาย

อย่างให้เราเลือกทาน หนึ่งในนั้น “เนยถั่ว” ก็จัดเป็นอีกหนึ่งอาหารว่างทานเล่น โดยจะทานกับขนมปังโฮลวีทหรือผลไม้ก็ได้ กลายเป็นอีกหนึ่งเมนูลดน้ำหนักที่เหมาะสำหรับสาวๆ ที่อยากหุ่นสวยสุขภาพดีสุดๆ

3.1

เนยถั่ว คืออะไร?

เนยถั่ว หรือ peanut butter เป็นอาหารที่ผ่านการแปรรูปมาจากถั่วลิสงนั่นเอง เนยถั่วนั้นเป็นแหล่งของคุณค่าทางโภชนาการสูง มีประโยชน์ต่อการบำรุงสุขภาพ และยังสามารถนำมามิกซ์กับอาหารรับประทานได้อย่างหลากหลาย เพราะทานได้ทั้งกับผลไม้ นำมาทาบนแผ่นขนมปังหรือบางคนยังชอบทานเนยถั่วแบบเปล่าๆ ด้วยซ้ำ แต่อย่างไรก็ดี เนื่องจากเนยถั่วเป็นแหล่งของไขมัน คุณจึงควรทานในปริมาณที่พอเหมาะ โดยทานไม่เกินวันละ 2 ช้อนโต๊ะ เพียงเท่านี้ก็จะได้รับคุณประโยชน์จากเนยถั่วในแบบเต็มๆ มากขึ้นแล้ว อีกทั้งสาวๆ ที่กลัวอ้วน บอกเลยค่ะว่ารับประทานเนยถั่วแล้วไม่มีต้องกัวลในเรื่องน้ำหนักตัวเลย เอาล่ะ เนยถั่วมีดีอย่างไรอีกบ้างนะ เรามาดูกันเลยดีกว่า

3.2

  1. เป็นแหล่งของไขมันดี

โดยปกติแล้ว ทั้งเนยถั่วและถั่วลิสงนั้นเป็นอาหารที่มีปริมาณไขมันสูง ทว่าไขมันที่พบกลับเป็นไขมันชนิดที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกาย เนื่องจากเป็นไขมันชนิดไม่อิ่มตัว โดยเนยถั่วในปริมาณ 2 ช้อนโต๊ะ มีไขมันดีมากถึง 16 กรัม ดังนั้น หากเรารับประทานอาหารที่มีไขมันชนิดนี้อยู่เป็นประจำก็จะยิ่งช่วยเสริมสร้างการมีสุขภาพที่ดีได้อย่างยาวนาน และยังช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคร้ายได้เป็นอย่างดีด้วยค่ะ

  1. ช่วยรักษาของเหลวในร่างกายให้อยู่ในจุดสมดุล

เนยถั่วเปี่ยมไปด้วยปริมาณโพแทสเซียมสูง ซึ่งเป็นสารอาหารที่จะช่วยรักษาสมดุลของของเหลวภายในร่างกาย ซึ่งถือว่าเป็นคู่ปรับของโซเดียมเลยก็ว่าได้ นอกจากมีส่วนควบคุมระดับความดันให้เป็นปกติแล้ว สารอาหารดังกล่าวยังมีผลดีต่อสุขภาพหัวใจอีกด้วย

  1. ดีต่อการลดน้ำหนัก

หากพูดถึงเนยถั่วกับการลดน้ำหนัก หลายคนอาจจะแทบไม่อยากเชื่อว่ามันสามารถช่วยลดน้ำหนักลงได้ แต่แท้จริงแล้ว เนยถั่วนั้นแม้เป็นอีกหนึ่งอาหารที่มีแคลอรีสูง แต่หากเราทานในปริมาณที่เพียงพอก็จะไม่ทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นได้เช่นเดียวกัน ซึ่งเนยถั่วประมาณ 2 ช้อนโต๊ะนั้น ให้ปริมาณไฟเบอร์ 2 กรัมและโปรตีนอีก 7.68 กรัม ซึ่งจะช่วยให้คุณอิ่มท้องนานขึ้น ช่วยลดความอยากอาหารลงได้ แต่อย่างไรก็ดี แนะนำให้เลือกซื้อเนยถั่วที่ปราศจากน้ำตาล เพื่อที่จะได้ไม่มีแคลอรีสูงให้ต้องกังวลใจเรื่องน้ำหนักตัวตามมา

3.3

  1. ให้โปรตีนเพื่อสุขภาพ

เนยถั่วเป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพอย่างไม่ควรมองข้าม เพราะเปี่ยมไปด้วยโปรตีนที่มีความสำคัญต่อการเสริมสร้างและช่วยซ่อมแซมส่วนที่เกิดการสึกหรอภายในร่างกาย นอกจากนี้ ยังช่วยกระตุ้นกระบวนการเผาผลาญพลังงานจึงหมดกังลเรื่องน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นได้เลย แต่หากคุณอยากให้ร่างกายได้รับประโยชน์จากกรดอะมิโนที่อยู่ในโปรตีนของเนยถั่วแบบเต็มที่จริงๆ แนะนำให้รับประทานเนยถั่วควบคู่กับอาหารอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น ทานคู่กับขนมปังโฮลวีทแล้วตบท้ายด้วยนม เพียงเท่านี้รับประกันเลยค่ะว่า ร่างกายของคุณจะได้รับประโยชน์จากโปรตีนอย่างครบถ้วนเต็มๆ เลยล่ะ

  1. มีไฟเบอร์สูง ดีต่อการขับถ่าย

ใครที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบขับถ่าย บอกเลยค่ะว่าทานเนยถั่วเป็นประจำไม่มีผิดหวัง เพราะเนยถั่วเป็นแหล่งของไฟเบอร์ที่มีส่วนช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานดีขึ้น ดีต่อผู้ที่มีปัญหาลำไส้แปรปรวนและช่วยแก้ปัญหาท้องผูกได้เป็นอย่างดี แต่หากต้องการให้ร่างกายได้รับประโยชน์สูงขึ้น แนะนำให้ทานคู่กับขนมปังโฮลวีทหรือแอปเปิลก็จะยิ่งทำให้ได้รับปริมาณไฟเบอร์สูงมากสองเท่า แถมยังอยู่ท้องนาน ลดอาการหิวจุบจิบ เหมาะทั้งสาวๆ ที่อยู่ในช่วงควบคุมน้ำหนัก และยังช่วยป้องกันปัญหาท้องผูกได้ด้วยนั่นเอง

  1. ช่วยป้องกันโรคมะเร็ง

ในเนยถั่วมีวิตามินอีที่นอกจากจะช่วยบำรุงสุขภาพสายตาและสมองได้แล้ว ยังช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งได้อีกหลายชนิดเลยทีเดียว เช่น มะเร็งปอด มะเร็งในช่องท้อง มะเร็งลำไส้และมะเร็งตับ นอกจากนี้ ยังมีคุณสมบัติในการต่อสู้กับเซลล์มะเร็งได้อย่างเต็มที่อีกด้วย

Creamy Brown Peanut Butter on a background

  1. ลดระดับคอเลสเตอรอล

เนื่องจากในเนยถั่วมีไขมันชนิดดี และยังมีไขมันชนิดเดียวกันกับที่พบจากในน้ำมันมะกอกอีกด้วย แน่นอนค่ะว่าไขมันเหล่านี้มีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย โดยเฉพาะสุขภาพหัวใจ ซึ่งมันจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจลงได้ และยังช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL) แถมยังช่วยเพิ่มคอเลสเตอรอลที่ดี (HDL) มาแทนที่ได้อีกด้วย

  1. ป้องกันโรคอัลไซเมอร์

เพราะถั่วลิสงเป็นอาหารที่มีวิตามินบี 3 หรือไนอะซินสูงมากอยู่แล้ว ซึ่งวิตามินเหล่านี้มีผลอย่างมากต่อการบำรุงสมอง จึงสามารถช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์และปัญหาเกี่ยวกับความจำต่างๆ ได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ วิตามินบี 3 ยังสามารถเข้าไปทำหน้าที่ช่วยซ่อมแซมเซลล์สมองที่ได้รับการทำลายให้กลับมาสู่สภาพที่เป็นปกติได้ ในขณะที่กรดพี-คูมาริก (P-coumaric) ก็ยังมีคุณสมบัติในการป้องกันปฏิกิริยาออกซิเดชันของเซลล์ ซึ่งเป็นสาเหตุในการเกิดภาวะเสื่อมสภาพของระบบประสาทได้ด้วยนั่นเอง

  1. ลดความเสี่ยงของโรคต่างๆ

โดยปกติแล้ว สารเรสเวอราทรอล (Resveratrol) เป็นอีกหนึ่งในสารต้านอนุมูลอิสระที่มีพลังอย่างมาก เรามักพบสารชนิดนี้ในองุ่นแดงและไวน์แดง แต่ในเนยถั่วก็ยังเปี่ยมไปด้วยสารนี้เช่นเดียวกัน ซึ่งมันจะช่วยป้องกันไม่ให้เซลล์ถูกทำลายได้เป็นอย่างดี จึงช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคต่างๆ อันเกิดจากสารต้านอนุมูลอิสระได้ ไม่ว่าจะเป็นโรคอัลไซเมอร์ โรคหัวใจ การเสื่อมสภาพของระบบประสาทและการติดเชื้อต่างๆ

3.5

  1. ลดความเสี่ยงโรคเบาหวานชนิดที่ 2

ถั่วลิสงและเนยถั่วเป็นอาหารที่จะช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้อย่างโดยตรง แถมยังช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้อย่างน่าทึ่ง เนื่องจากการศึกษาซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร the Journal of The American Medical Association ได้ระบุไว้ว่า การทานเนยถั่ววันละ 2 ช้อนโต๊ะ โดยทานติดต่อกันเป็นประจำอย่างน้อยสัปดาห์ละ 5 วัน ก็สามารถลดโอกาสเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวานได้เกือบ 30% เลยทีเดียว ไม่เพียงเท่านั้นนะคะ ในผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานอยู่แล้ว หากคุณรับประทานเนยถั่วก็จะช่วยทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดน้อยลงได้เช่นเดียวกัน แต่ทั้งนี้ก็ต้องใส่ใจเลือกซื้อเนยถั่วชนิดที่ไม่มีน้ำตาลมารับประทานจะดีที่สุด

เพราะเนยถั่วมีดีมากถึงเพียงนี้ ไม่แปลกใจเลยค่ะว่าทำไมเดี๋ยวนี้มีผลิตภัณฑ์เนยถั่วออกมาวางจำหน่ายมากมาย เพราะฉะนั้น สาวๆ ควรเลือกเนยถั่วที่ไร้น้ำตาลจะดีที่สุด เพื่อการมีสุขภาพที่ดี ห่างไกลจากโรคต่างๆ แถมยังทำให้คุณมีหุ่นดีในแบบที่ต้องการไปพร้อมๆ กับการได้ละเอียดของอร่อยๆ อย่างอิ่มหนำอีกด้วย

 

 

 

กินไข่ในมื้อเช้า แหล่งคุณประโยชน์ดีๆ ที่ไม่ควรพลาด!

ไข่เป็นอาหารเพื่อสุขภาพอย่างหนึ่งที่หากินได้ง่ายรอบตัว แถมยังเป็นแหล่งคุณประโยชน์สูงที่มีราคาถูก สำหรับใครที่อยากสุขภาพดีและไม่อยากอ้วน วันนี้เราขอหยิบเอาประโยชน์จากการกินไข่ในมื้อเช้ามาฝาก เพราะไข่ดีแบบนี้นี่ไงคะ เราเลยอยากแนะนำให้เลือกกินไข่มื้อแรกของวัน ว่าแต่จะมีดีอย่างไรบ้างนั้น รีบมาดูกันเลย

2.1

1.มีคุณประโยชน์สูง

ไข่เป็นแหล่งคุณประโยชน์ที่ดีต่อร่างกายมากมาย เพราะครบถ้วนทั้งโปรตีน สังกะสี วิตามินต่างๆ เช่น วิตามินเอ ดี อีและบี 12 อีกทั้งยังให้พลังงานน้อยเพียงแค่ 85 กิโลรีต่อฟองเท่านั้น กินแล้วยังทำให้อิ่มท้องนาน ลดอาการหิวจุบจิบได้ผล เพราะฉะนั้น สาวๆ เหมาะอย่างมากที่จะจัดไข่ให้เป็นเมนูอาหารเช้าที่ช่วยลดความอ้วนไปในตัว

2.โปรตีนสูง

เราต่างก็ทราบดีว่า โปรตีนเป็นสารอาหารสำคัญต่อร่างกาย และในไข่ก็เป็นแหล่งของโปรตีนชั้นเยี่ยมจากธรรมชาติ แถมราคาก็ถูก โดยไข่ 1 ฟอง มีปริมาณโปรตีนถึง 6 กรัม ถือเป็นแหล่งโปรตีนที่ดีทีเดียว ใครที่ไม่ทานเนื้อสัตว์อื่นๆ หันมาทานไข่รับรองได้โปรตีนอย่างเน้นๆ ไม่แพ้กันแน่นอน

3.บำรุงสมองและระบบประสาท

ไข่ 1 ฟอง อุดมไปด้วยโคลีน (Choline) สูงถึง 20% ซึ่งถือเป็นปริมาณที่ร่างกายคนเราควรได้รับต่อวันนั่นเอง สำหรับโคลีนนั้นเป็นส่วนประกอบของเยื่อหุ้มเซลล์ โดยเฉพาะเยื่อหุ้มสมองซึ่งจะส่งผลทำให้สมองและระบบประสาทมีความแข็งแรง สามารถทำกิจกรรมต่างๆ ได้อย่างกระฉับกระเฉงยิ่งขึ้น

2.2

4.ดีต่อการมองเห็น

เพราะไข่มีลูทีน (Lutein) และซีแซนทีน (Zeaxanthin) ซึ่งเป็นสารแคโรทีนอยด์ที่มีบทบาทสำคัญต่อการช่วยบำรุงสุขภาพดวงตา และยังช่วยป้องกันร่างกายจากอนุมูลอิสระ นอกจากนี้ ยังช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคจอประสาทตาเสื่อมได้ด้วย

5.ลดความเสี่ยงจากการเกิดต้อกระจก

เนื่องจากสารต้านอนุมูลอิสระที่มีอยู่ในไข่ จะช่วยป้องกันดวงตาจากการทำงายของรังสี UV และยังมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคต้อกระจกในยามอายุมากขึ้นลงได้ จะเห็นได้ว่าการกินไข่ดีต่อสุขภาพสายตามากมายแท้จริง

6.ช่วยลดน้ำหนักได้

มหาวิทยาลัยลุยเซียนาได้ทำการศึกษาพบว่า คนที่ทานไข่มื้อเช้าจะสามารถลดน้ำหนักลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังมีแรงกำลังมากกว่าคนที่ทานขนมปังในมื้ออาหารเช้าเสียอีก

2.3

7.ช่วยเสริมสร้างความจำดี

ไข่มีวิตามิน แร่ธาตุสูง จึงช่วยเสริมสร้างการทำงานของสมองในส่วนที่มีความเกี่ยวข้องกับความจำและการเรียนรู้ได้เป็นอย่างดี เห็นชัดเลยใช่มั้ยล่ะคะว่า แม้แต่ในส่วนการทำงานของสมองเองก็ยังสามารถบำรุงได้เริดถึงเพียงนี้ จึงเหมาะอย่างยิ่งแล้วจริงๆ ที่เราควรกินไข่เป็นอาหารเช้า

8.เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง

ไข่ไม่เพียงเป็นแหล่งของวิตามินหลากชนิดแต่เพียงเท่านั้น แต่ยังเป็นแหล่งของธาตุเหล็กที่จะช่วยเสริมสร้างการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันร่างกายให้แข็งแรง และยังทำให้กระบวนการผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดงทำงานอย่างเป็นปกติได้มากขึ้นด้วย

ทราบกันไปแล้วนะคะ กับ 8 ประโยชน์ที่ได้จากการกินไข่ในมื้อเช้า โดยเฉพาะสาวคนไหนที่กลัวว่ากินไข่แล้วอ้วน บอกเลยกินในมื้อเช้าไม่มีทางทำให้อ้วนแน่นอน มีแต่จะทำให้สุขภาพดี มีแรงทำงานอย่างกระฉับกระเฉงตลอดวัน

 

8 ผลไม้ลดน้ำหนัก กินกระชับหุ่นสวย แถมผิวใสเปล่งปลั่งอย่าบอกใคร!

สาวๆ หลายคนที่กำลังอยู่ในช่วงลดน้ำหนัก การกินผักผลไม้ลดน้ำหนักนั้นเชื่อว่าทุกคนทำเป็นประจำอยู่แล้ว แต่สำหรับสาวคนไหนที่อยากหันมาเน้นกินผลไม้ลดน้ำหนักมากกว่า วันนี้เราขอแนะนำผลไม้ทั้ง 8 ชนิดเหล่านี้ ที่นอกจากจะช่วยลดน้ำหนักได้ดีแล้ว ยังมีส่วนช่วยบำรุงผิวพรรณให้สวยเปล่งปลั่งสดใส มาดูกันดีกว่าว่ามีผลไม้ใดบ้าง

1.1

1.แอปเปิล

หากสาวๆ จะหยิบผลไม้ลดน้ำหนักสักชนิดมาพูดถึง เชื่อได้เลยค่ะว่าแอปเปิลจะต้องถูกเสนอชื่ออันดับแรกเป็นแน่ เพราะเป็นถึงราชาแห่งผลไม้ลดน้ำหนัก อีกทั้งยังเปี่ยมด้วยไฟเบอร์สูง มีทั้งวิตามิน เกลือแร่ที่ดีต่อร่างกาย กินแอปเปิลแล้วจะช่วยลดอาการหิวจุบจิบและกระตุ้นระบบขับถ่ายทำงานคล่องตัวอย่างแน่นอน ในขณะที่แอปเปิลก็ยังมีวิตามินอีกหลายชนิดที่จะช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งสดใส

2.ส้ม

ส้มเป็นผลไม้ฉ่ำน้ำที่มาพร้อมเนื้อซึ่งเป็นดั่งกากใยอาหารสูงที่จะช่วยป้องกันอาการท้องผูก แถมยังเปี่ยมด้วยปริมาณวิตามินซีสูงที่สามารถเสริมสร้างการผลิตคอลลาเจนได้เป็นอย่างดี ทำให้ผิวพรรณของสาวๆ เปล่งปลั่งกระจ่างใส และยังชุ่มชื้นขึ้นด้วย

1.2

3.มะละกอ

มะละกอไม่ได้มีดีแค่ช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานคล่องตัวขึ้นแต่เพียงเท่านั้นนะคะ แต่ในมะละกอยังมีเอนไซม์จากธรรมชาติที่จะช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานดีขึ้น และยังพ่วงมาพร้อมสารฟลาโวนอยด์ เบต้าแคโรทีน วิตามินซีและสารต้านอนุมูลอิสระ โดยจะช่วยชะลอไม่ให้เซลล์ผิวเกิดความเสื่อมสภาพ และยังสามารถต่อกรกับไขมันส่วนเกินภายในร่างกายได้เป็นอย่างดี

4.ทับทิม

ทับทิมเป็นผลไม้ที่เปี่ยมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระสูงที่จะช่วยกระตุ้นผิวให้สามารถผลิตคอลลาเจนได้ และยังมีส่วนในการซ่อมแซมเซลล์ผิวที่สึกหรอให้กลับมาแข็งแรงดังเดิม นอกจากนี้ ทับทิมยังเป็นผลไม้น้ำตาลน้อย แต่มีคุณสมบัติช่วยขับล้างสารพิษออกจากร่างกาย และยังทำหน้าที่กระตุ้นระบบเผาผลาญให้สามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น จึงช่วยลดไขมันในเลือดได้ดี ไม่ว่าจะเป็นไขมันเลวในร่างกายก็จะลดน้อยลงไป ผลที่ได้ก็คือ การมีสัดส่วนที่สวยกระชับขึ้นพร้อมๆ กับผิวที่สวยใสเปล่งประกายออร่านั่นเอง

1.3

  1. ฝรั่ง

สาวๆ รู้มั้ยคะว่า ฝรั่ง 1 ลูกนั้นให้พลังงานแค่ 45 แคลอรีเท่านั้น มันยังเป็นผลไม้ที่เหมาะสำหรับกินลดน้ำหนักอย่างมากที่สุด ที่สำคัญยังเป็นแหล่งของคาร์โบไฮเดรต โปรตีนและไฟเบอร์ที่จะทำให้อิ่มท้องนาน และยังเป็นแหล่งของเหล่าวิตามิน แร่ธาตุสำคัญอีกหลายชนิด เช่น วิตามินซี สารต้านอนุมูลอิสระ โพแทสเซียมและทองแดง สารอาหารดังกล่าวมีคุณสมบัติช่วยบำรุงกระดูกและฟัน และยังบำรุงระบบประสาทและสมองให้สามารถทำงานได้อย่างเป็นปกติมากขึ้น ฝรั่งยังมีสรรพคุณขับสารพิษออกจากร่างกาย ผิวพรรณของสาวๆ จึงสดใสเปล่งปลั่งดั่งใจยังไงล่ะ

  1. สตรอว์เบอร์รี

สตรอว์เบอร์รี หนึ่งในผลไม้ตระกูลเบอร์รีที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกาย โดยสตรอว์เบอร์รีนั้นจะช่วยเพิ่มการผลิตฮอร์โมนอะดิโปเนกติน (Adiponectin) และฮอร์โมนเลปติน (Leptin) ซึ่งฮอร์โมนดังกล่าวมีหน้าที่ในการช่วยเร่งระบบเผาผลาญ และช่วยจัดการกับไขมันสะสมภายในร่างกายได้เป็นอย่างดีนั่นเอง นอกจากนี้แล้ว ยังมีผลการศึกษาจาก American Journal of Clinical Nutrition ได้เปิดเผยว่า วิตามินซีที่ได้จากผลสตรอว์เบอร์รีนั้นยังมีส่วนช่วยลดเลือนริ้วรอย ต่อต้านความหย่อนคล้อยของผิว และแก้ปัญหาผิวแห้งกร้านได้ด้วย

1.4

7.แตงโม

อยากมีผิวพรรณสวยสดใสเปล่งปลั่งและลดน้ำหนักลงได้สำเร็จพร้อมๆ กัน แนะนำแตงโมเลยค่ะ เพราะแตงโมเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิดที่มีส่วนช่วยบำรุงผิวพรรณให้สดใส ช่วยในการล้างไต ขับปัสสาวะและของเสียออกจากร่างกาย แตงโมยังมีแคลอรีต่ำ กินแล้วไม่ทำให้อ้วน สาวคนไหนที่กำลังไดเอทบอกเลยพลาดไม่ได้เด็ดขาด โดยเฉพาะอากาศร้อนๆ แบบนี้ กินแตงโมคลายร้อนจะช่วยดับกระหายและบำรุงผิวให้ชุ่มชื้นขึ้นได้อย่างแน่นอน

8.แก้วมังกร

แก้วมังกร นับเป็นอีกหนึ่งผลไม้ลดน้ำหนักที่ได้รับความนิยมในกลุ่มสาวๆ ที่อยากหุ่นสวยอย่างมากเช่นกัน เพราะแก้วมังกรในปริมาณ 200 กรัม ให้พลังงานอยู่ที่ 60 กิโลแคลอรีเท่านั้น นับว่าค่อนข้างน้อย ในด้านของการบำรุงผิวพรรณบอกเลยเห็นผลสุดๆ เพราะแก้วมังกรเป็นผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง กินแล้วจะช่วยบำรุงผิวพรรณให้เต่งตึงอ่อนเยาว์กว่าวัยได้ หรือหากว่างๆ อย่าลืมแบ่งเนื้อแก้วมังกรมาสักเล็กน้อยบดละเอียดผสมกับน้ำผึ้งแล้วนำมาพอกหน้า ก็จะช่วยบำรุงผิวหน้าให้สวยเปล่งปลั่งได้ดีเช่นกัน

และนี่ก็คือผลไม้ลดน้ำหนักที่กินแล้วทำให้อิ่มท้องนาน ดีต่อสาวๆ ที่อยากดูแลรูปร่างและอยากมีหุ่นสวยไปพร้อมๆ กัน รู้กันแบบนี้แล้วก็อย่าพลาดที่จะหาผลไม้เหล่านี้มากินกันบ่อยๆ นะคะ จะได้หุ่นดีและผิวใสทุกๆ วัน

ดูแลผิวบอบบางด้วยการเลือกเสื้อผ้าเด็กอย่างใส่ใจ

เด็กเล็กๆเป็นช่วงวัยที่มีความบอบบาง ต้องการการดูแลเอาใจใส่เป็นพิเศษ ไม่วาจะเป็นอาหารหรือของใช้ต่างๆก็ต้องเป็นของที่ปลอดภัย ไม่ก่อให้เกิดอันตราย และไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้ในเด็ก เสื้อผ้าเด็กก็เป็นสิ่งสำคัญเพราะเป็นสิ่งที่จะต้องสัมผัสกับผิวเด็กโดยตรง อีกทั้งยังเป็นตัวช่วยดูแลปกป้องไม่ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิในตัวเด็ก เพราะว่าผิวของเด็กเล็กโดยเฉพาะเด็กทารกยังมีไขมันอยู่ในชั้นผิวหนังน้อย ทำให้ร่างกายสามารถสูญเสียความร้อนจากร่างกายออกไปสู่สิ่งแวดล้อมได้ง่ายมาก เสื้อผ้าเด็กจึงช่วยป้องกันการสูญเสียความร้อน ให้ลูกน้อยรักษาอุณหภูมิในตัวไว้ได้

3.1

เพราะเสื้อผ้าเด็กมีความสำคัญอย่างนี้นี่เอง คุณพ่อคุณแม่จึงต้องพิถีพิถัน ให้ความใส่ใจในการเลือกเสื้อผ้าเด็กที่มีคุณภาพและผลิตจากวัสดุที่มีความอ่อนโยนเพื่อป้องกันการระคายเคืองของผิวเด็ก เส้นใยที่เหมาะสมสำหรับการผลิตเสื้อผ้าเด็กก็คือผ้าฝ้าย เพราะเป็นเส้นใยธรรมชาติที่ช่วยระบายความร้อนได้ดี มีความโปร่ง ทำให้ผิวเด็กไม่เกิดการอับชื้นจนเกิดการระคายเคือง หากลูกยังเล็กอยู่ควรหลีกเลี่ยงเสื้อผ้าเด็กที่ทำจากใยสังเคราะห์ เพราะอาจมีสารบางชนิดในเสื้อผ้าเด็กที่ทำให้เกิดการแพ้ได้ เสื้อผ้าเด็กที่ทำจากเส้นใยธรรมชาติแม้ว่าจะมีราคาแพงกว่า แต่ก็มีความอ่อนโยนและช่วยปกป้องผิวของลูกน้อยได้ดี

คุณพ่อคุณแม่มือใหม่หลายคนที่เห่อลูก ซื้อเสื้อผ้าเด็กมาตุนเอาไว้มากมาย ซึ่งจริงๆแล้วเสื้อผ้าเด็กสำหรับเด็กแรกเกิดไม่ต้องซื้อมาเก็บเอาไว้เยอะก็ได้ เพราะเด็กทารกจะมีการเจริญเติบโตเร็วมาก ทำให้เสื้อผ้าเด็กต้องมีการเปลี่ยนขนาดอยู่บ่อยๆ ดังนั้นการซื้อเสื้อผ้าเด็กสำหรับลูกในช่วงวัยนี้ควรซื้อแต่พอดี และเลือกแบบที่มีคุณภาพดีจะดีกว่า

แบบเสื้อผ้าเด็กสำหรับเด็กเล็ก ควรเลือกแบบเรียบๆ ไม่มีโบว์หรือของประดับตกแต่งมากเกินจำเป็น เพราะเด็กอาจนอนทับจนทำให้ไม่สบายตัว และควรเป็นเสื้อผ้าเด็กที่สามารถใส่และถอดได้ง่าย เพราะช่วงวัยนี้ต้องมีการเปลี่ยนผ้าอ้อมและเช็ดทำความสะอาดบ่อยๆ การเลือกเสื้อผ้าเด็กแบบนี้จะช่วยให้คุณแม่มีความสะดวกในการเปลี่ยนเสื้อผ้าและผ้าอ้อมมากขึ้น

Save

เลือกซื้อเสื้อผ้าเด็กอย่างไรให้เหมาะสำหรับสภาพอากาศร้อน

ไม่ว่าสภาพอากาศจะเป็นไปอย่างไร การเลือกซื้อเสื้อผ้าเด็กคุณแม่จะต้องใส่ใจเลือกซื้อเพื่อให้สวมใส่แล้วสบายตัว เหมาะสมกับสภาพอากาศในช่วงฤดูกาลนั้นๆ ด้วย เพราะเพื่อป้องกันการระคายเคือง หากสมมติเลือกซื้อผ้าหนาๆ เนื้อผ้าเป็นใยสังเคราะห์และหากผิวลูกน้อยบอบบางแพ้ง่าย ถ้าบวกกับสภาพอากาศร้อนอบอ้าวด้วยแล้วยิ่งทำให้เขาแพ้และเกิดผื่นคันได้ง่ายแน่นอน เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะเด็กเล็กหรือเด็กโต เราจึงพิถีพิถันใส่ใจการเลือกซื้อเสื้อผ้าเด็กให้มากขึ้น โดยวันนี้เราจะมาแนะนำการเลือกซื้อเสื้อผ้าเด็กให้เหมาะสมกับสภาพอากาศร้อนๆ ของเมืองไทยเราค่ะ

1.1

เลือกจากเส้นใยผ้าบางเบา
แนะนำให้เลือกซื้อเสื้อผ้าที่ผลิตจากเส้นใยธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นผ้าคอตตอน ผ้าซาตินหรือผ้าฝ้ายล้วนแล้วแต่ไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองผิว เพราะหากเลือกเส้นใยสังเคราะห์ เส้นใยแบบนี้มันค่อนข้างหยาบกระด้างและเมื่อปะปนกับเหงื่อตามผิวหนัง มันอาจจะยิ่งกระตุ้นให้ผิวเด็กแพ้ง่ายและเกิดผื่นคันตามมาในที่สุด

ไม่ควรซื้อชุดที่รัดแน่นเกินไป
การซื้อเสื้อผ้าเด็กจะให้ดีคุณควรเลือกซื้อที่มีขนาดไซส์ใหญ่หรือหลวมกว่าไซส์จริงของเด็ก เพื่อเผื่อการเจริญเติบโตทางร่างกายของเขา เพราะเด็กๆ นั้นโตเร็วอย่างมากค่ะ ดังนั้น หากเราไม่เลือกซื้อเผื่อไซส์ไว้สัก 1 – 2 ไซส์ มีหวังคุณจะต้องได้ควักเงินซื้อเสื้อผ้าเด็กบ่อยๆ ภายในเวลาไม่กี่เดือนนับจากนี้ก็เป็นได้ ทำให้มีเสื้อผ้าเด็กหลายตัวที่เหลือใช้มากมายจนต้องนำไปขายเป็นเสื้อผ้ามือสองหรือต้องบริจาคต่อไป ไม่เช่นนั้นก็อาจจะต้องเก็บไว้ล้นบ้านหรือล้นตู้เสื้อผ้าจนเปลืองพื้นที่เก็บนั่นเอง และที่สำคัญการซื้อเสื้อผ้าเด็กในขนาดเผื่อไซส์หลวมๆ ไว้ก่อนจะทำให้เสื้อผ้าไม่รัดตัวเด็ก ทำให้เขาหายใจไม่ออก เคลื่อนไหวตัวลำบาก ไม่สบายเนื้อสบายตัว ยิ่งอากาศร้อนๆ อาจจะยิ่งทำให้ลูกหงุดหงิดง่ายนั่นเอง อีกทั้งยังอาจทำให้ไม่สามารถระบายอากาศออกตามตัวได้ดีเพียงพอ จนเกิดการสะสมกลิ่นไม่พึงประสงค์หรือเชื้อแบคทีเรียบนผิวหนังและทำให้ลูกเกิดโรคผิวหนังตามมาได้ด้วย

1.2

เนื้อผ้าโปร่งบางเบา
หากเสื้อผ้าเด็กที่คุณจะซื้อมีเนื้อผ้าโปร่งบางเบากับเนื้อผ้าหนาๆ ล่ะก็ แนะนำให้เลือกซื้อชุดที่เนื้อผ้าโปร่ง บางเบา สวมแล้วสบายเนื้อสบายตัวแทนดีกว่า เพราะหากเลือกซื้อชุดที่มีเนื้อผ้าหนาๆ เวลาลูกมีเหงื่อออกมันจะยิ่งซับเหงื่อเอาไว้ ทำให้เกิดแบคทีเรียสะสมจนกลายเป็นเชื้อราตามผิวหนังได้ แถมยังแห้งช้าอีกด้วยนะคะ

เลือกโทนสีอ่อน
ด้วยสภาพอากาศร้อนๆ แบบนี้ และหากลูกน้อยจะต้องมีกิจกรรมออกแดดบ่อย แนะนำให้คุณแม่เลือกเสื้อผ้าโทนสีอ่อนหรือให้เขาใส่เสื้อสีขาวแบบโปร่งสบายจะดีกว่า เพราะสีโทนอ่อนยังไงก็เป็นโทนเย็น เช่น สีฟ้า สีเขียว สีขาว สีเหลืองหรือสีชมพู เป็นต้น โทนสีเย็นดังกล่าวเมื่อเจอแสงแดดมันจะสะท้อนแสงกลับออกมาค่ะ ไม่ดึงดูดแสงแดดไปเก็บไว้เหมือนผ้าโทนสีเข้มอย่างเช่น สีดำ สีกรม สีแดงหรือสีส้ม เป็นต้น หากเลือกโทนสีหลังซึ่งเป็นโทนสีร้อนมันจะยิ่งดูดซับแสงแดดเอาไว้ ทำให้ตัวลูกยิ่งร้อนมากขึ้น แถมยังนำมาสู่ปัญหาผิวหมองคล้ำและอาจทำให้ลูกเกิดอาการเพลียแดดจนกลายเป็นไข้แดดตามมาได้ด้วย

1.3

หลีกเลี่ยงชุดแขนยาว – ขายาว
เสื้อผ้าชุดใดที่เป็นลักษณะแขนยาว ขายาวแบบสวมแล้วมิดชิดทั้งตัว ให้บอกลาชุดแบบนี้ไปก่อนนะคะสำหรับช่วงอากาศร้อนแบบนี้ หยิบมาใส่ช่วงหน้าหนาวจะเหมาะสมกว่า เพราะหน้าหนาวบ้านเราอากาศเย็นสบายๆ ไม่หนาวมากและไม่ร้อนเกินไปนัก แนะนำให้คุณแม่เลือกซื้อเสื้อผ้าเด็กที่เป็นลักษณะชุดแขนสั้น กระโปรงหรือกางเกงขาสั้นอาจจะเป็นขา 2 – 3 ส่วนก็ได้ และสำหรับตัวเสื้อนั้นหากเป็นชุดเสื้อแขนกุดด้วยก็ได้ เหมาะสำหรับวันสบายๆ ที่คุณแม่พาลูกไปเที่ยวพักผ่อนต่างจังหวัดหรือพาลูกไปเที่ยวนอกบ้านมากที่สุด เวลาแสงแดดสาดส่องลงมากระทบ เสื้อแขนกุดมันจะช่วยระบายอากาศ ไม่กักเก็บความร้อนภายใน เพราะมันจะระบายความร้อนและเหงื่อออกมาช่วงต้นแขนได้ดีนั่นเอง

และนี่ก็คือเคล็ดลับการเลือกซื้อเสื้อผ้าเด็กให้เหมาะสมกับสภาพอากาศบ้านเราค่ะ อากาศร้อนๆ แบบนี้อย่าลืมซื้อเสื้อผ้าให้ลูกใส่ตามนี้กันนะคะ